ความสำเร็จของคุณ คือภาระกิจของเรา

บทความน่าสนใจ

สีผิวและการสังเคราะห์เม็ดสี ตอนที่ 1

สีผิวและการสังเคราะห์เม็ดสี ตอนที่ 2

กายวิภาคของผิวหนังและหน้าที่

หลักเกณฑ์และแนวทางในการดูแลผิวพรรณ

การผลัดเซลล์ผิวหนัง (Peeling)

กลไกของความชรา (Mechanism of Aging)

 

สรุปสถานการณ์อุตสาหกรรมความงามทั่วโลกปี 2010 — แนวโน้มสดใส

 

       ในปี 2010 มีการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมความงามโดยรวมที่โตขึ้นทั้งหมด 5% และมากกว่าของเมื่อปีที่แล้วซึ่งโตเพียง 4%  โดยตลาด mass มีการฟื้นตัวมากที่สุด   แต่การฟื้นตัวของตลาด “เครื่องสำอางเกรดพรีเมี่ยม” เป็นที่น่าจับตามอง เนื่องจากมีการเติบโต 3% หลังจากที่การเติบโตลดลง 0.5% ในปี 2009

       ตลาดในสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศส เป็นตลาดสำคัญที่ช่วยดึงให้ภาพรวมของตลาดในปี 2010 ไม่ให้ติดลบ   อย่างไรก็ตามอัตราการว่างงานที่สูง และสภาวะเศรษฐกิจที่มีการกู้หนี้มาเพื่อใช้จ่าย ทำให้การเติบโตของอุตสาหกรรมความงามหยุดชะงัก   ด้วยเหตุนี้ ตลาดอุตสาหกรรมความงามที่สำคัญ รวมทั้งสเปน ไอร์แลนด์ และญี่ปุ่น จึงมีอัตราการเจริญเติบโตที่ติดลบในปี 2010

       ส่วนประเทศที่มีการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมความงามที่รวดเร็วที่สุด ได้แก่ประเทศกลุ่ม BRICs ได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน โดยมีการเติบโตก้าวกระโดดเท่าตัวในปี 2010

       สินค้ากลุ่มน้ำหอม (Fragrances) มีอัตราการเติบโตกระโดดสูงขึ้น 6% ในปี 2010 ซึ่งมากกว่าปี 2009 ซึ่งเติบโตเพียงแค่ 3%   เหตุผลที่ทำให้กลุ่มนี้มีการเติบโตสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากมีการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมีการใช้จ่ายสูงในประเทศแถบยุโรปตะวันตก และอเมริกาเหนือ รวมทั้งความแข็งแกร่งของประเทศในกลุ่มลาตินอเมริกา ซึ่งมียอดขาย 26% ของยอดขายทั่วโลกในปี 2010

       สินค้ากลุ่ม color cosmetics มีการเติบโตสูงขึ้นจาก 3% ในปี 2009 กลายเป็น 6% ในปี 2010

       ในกลุ่ม skin care มีการฟื้นตัว โดยเติบโต 5% ในปี 2010 โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2009 ซึ่งเติบโตเพียง 3% เช่นเดียวกับสินค้าในกลุ่ม sun care มีการฟื้นตัวโดยเติบโตเพิ่มขึ้น 7% ในปี 2010 เพิ่มขึ้นจากปี 2009 ซึ่งเติบโต 4% โดยสินค้ากลุ่ม skin care และ sun care มียอดขายเพิ่มขึ้น   โดยการขายในตลาดอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดที่มีอิทธิพลอย่างมาก

       สินค้ากลุ่ม hair care มียอดขายเพิ่มขึ้น 5% ในปี 2010 ซึ่งเกิดจากการขยายตลาดยาสระผมในประเทศบราซิล
ในหมวดสินค้าย่อย ก็ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในกลุ่ม Deodorant และ Baby care ซึ่งมีการโตกลุ่มละ 8% ในปี 2010 และในหมวด men's grooming ก็มียอดขายเพิ่มขึ้น 7% ในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา


เครื่องสำอางพรีเมี่ยม มีการเติบโตที่น่าจับตามอง

       ตลาดเครื่องสำอางพรีเมี่ยมใน สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ และเยอรมัน มีการเติบโตดีกว่าเครื่องสำอางแบบ mass (เครื่องสำอางที่ผลิตจำนวนมากเพื่อคนส่วนใหญ่ ไม่เน้นเรื่องคุณภาพ แต่เน้นเรื่องราคาถูก) ซึ่งต่างจากตลาดอื่นในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว   ในปี 2010 ประเทศจีน มีการเจริญเติบโตของตลาดเครื่องสำอางพรีเมี่ยมสูงถึง 16% เมื่อเทียบกับตลาด mass ซึ่งเติบโตเพียง 9%

      ผู้ที่ทำธุรกิจเครื่องสำอางเกรดพรีเมี่ยมเกือบทุกรายเห็นตรงกันว่า ตลาดเครื่องสำอางพรีเมี่ยมมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น หลังจากที่มีการขาดทุนในปีก่อนๆ   สำหรับภาพรวมแล้ว หลายบริษัทเน้นความสำคัญของกลยุทธ์ไปที่ตลาด mass   แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าใหม่ในกลุ่มสินค้าพรีเมี่ยม โดยเฉพาะกลุ่มบำรุงผิว   นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญในการเข้าซื้อกิจการที่เป็นแบรนด์สินค้าพรีเมี่ยมและมีความเป็นมืออาชีพ

       อย่างไรก็ตาม ส่วนแบ่งตลาดเครื่องสำอางพรีเมี่ยมในประเทศกลุ่มลาตินอเมริกาค่อนข้างต่ำมาก ซึ่งประเทศกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มสำคัญของภูมิภาคที่จะมีการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางอย่างมากในอนาคต   มูลค่าโดยรวมของตลาดอุตสาหกรรมความงามในปี 2010 ของภูมิภาคนี้ มีมูลค่า 65 พันล้านดอลล่าห์สหรัฐ แต่ส่วนแบ่งการตลาดของเครื่องสำอางพรีเมี่ยม มีเพียงแค่ 4% เท่านั้น   เหตุผลสำคัญก็คือ บราซิล ซึ่งเป็นตลาดสำคัญในภูมิภาคนี้มีมูลการค่านำเข้าและมีค่าภาษีสรรพสามิตที่สูง ทำให้เครื่องสำอางพรีเมี่ยมจำนวนมากถูกกันออกจากตลาด ส่งผลให้ตลาด mass ในประเทศกลุ่มลาตินอเมริกามีการเติบโตอย่างมาก


แบรนด์ที่เป็นมืออาชีพ ยังคงเป็นเป้าหมายในการเข้าซื้อกิจการ

       มีการเข้าซื้อกิจการแบรนด์ที่เน้นเฉพาะเรื่องที่ตนเองชำนาญ (แบรนด์ที่เป็นมืออาชีพ) กันเป็นจำนวนมาก โดยหลายแบรนด์มีความโดดเด่นและช่วยในการผลักดันยอดขายปลีกให้สูงขึ้น ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์ Tresemme ซึ่งมีนาย Alberto Culver เป็นเจ้าของ ขายผลิตภัณฑ์จำพวกดูแลเส้นผม สามารถดำเนินกิจการได้ดีแม้จะอยู่ในสภาวะถดถอย   เนื่องจากผู้บริโภครับรู้ว่า มันคุ้มค่าที่จะจ่ายเงินแทนที่จะต้องไปเข้าร้านทำผม  ประโยชน์ที่ Alberto Culver ได้รับจากแบรนด์ Tresemme คือได้แบรนด์ที่เป็นมืออาชีพ เช่นเดียวกับที่ Coty เข้าซื้อแบรนด์ OPI, Estee Lauder เข้าซื้อแบรนด์ Smashbox ซึ่งเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือเรื่องแบรนด์ให้กับภาพรวมของบริษัท


สินค้ากลุ่ม skin care ยังคงมีความโดดเด่นไปถึงปี 2015
  

สินค้ากลุ่ม skin care มีการเติบโตที่เร็วที่สุด อีกทั้งยังเป็นสินค้ากลุ่มใหญ่ที่สุด   โดยคาดว่าจะมียอดขายมากกว่า 10.1 หมื่นล้านดอลล่าห์สหรัฐในปี 2015 ซึ่งคิดเป็น 23% ของอุตสาหกรรมความงามทั้งหมด   โดยการเติบโตนี้จะเกิดจากสินค้าในกลุ่ม “Asian skin care” เป็นหลัก ซึ่งทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น 7.5 พันล้านดอลล่าห์สหรัฐ ในช่วงปี 2010 -2015


การขายทางอินเตอร์เน็ตทำให้สินค้ากลุ่มความงามมีการขยายตัว

       การขายโดยไม่มีหน้าร้านเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่มีมูลค่ารวมเพิ่มขึ้นมาเมื่อปีที่แล้ว   การขายแบบ direct sell โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาและเอเชียยังคงมีบทบาทมาก แต่การขายทางอินเตอร์เน็ตอย่างเดียวก็มีการเติบโต 16% ในปี 2010 ซึ่งเป็นการเพิ่มยอดขายส่วนแบ่งการตลาดอีก 2 พันล้านดอลล่าห์สหรัฐ


มีการตั้งเป้าการเติบโตในประเทศแถบแอฟริกาและตะวันออกกลาง

       โดยในปี 2015 หลายภูมิภาคจะกลับไปโตแบบในช่วงก่อนเข้าภาวะวิกฤต ยกเว้น ในยุโรปตะวันออก

       แถบเอเชีย จะมีประเทศจีนเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มีการเจริญเติบโตสูงมาก โดยจะเพิ่มมูลค่าการตลาดมากกว่า 1 หมื่นล้านดอลล่าห์สหรัฐในปี 2015   อย่างไรก็ตามคาดกันว่า ญี่ปุ่นจะมีการเติบโตที่ช้าลง ซึ่งจะมียอดขายเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของตลาดเอเชียทั้งหมด

       ประเทศกลุ่มลาตินอเมริกา จะเป็นกลุ่มหลักในการเติบโตของอุตสาหกรรมความงามทั่วโลก ซึ่งจะเพิ่มมูลค่าการตลาดมากกว่า 1.8 หมื่นล้านดอลล่าห์สหรัฐในปี 2015

       ประเทศแถบแอฟริกาและตะวันออกกลาง ตั้งเป้าว่า ปีนี้จะมีการเติบโตที่ดีขึ้น แม้ว่าจะเริ่มจากฐานที่ต่ำมาก โดยตลาดที่น่าจับตาในกลุ่มนี้ได้แก่ ประเทศเซาท์แอฟริกา อิหร่าน และซาอุดิอาราเบีย


ความหลากหลายของราคาจะเป็นตัวกำหนดการเติบโตในอนาคต

       สิ่งสำคัญที่มีผลต่อการเติบโตในอนาคตก็คือ การนำเสนอราคาที่แตกต่างกันในแต่ละแบรนด์   กลยุทธ์นี้ทำให้บริษัทมีปริมาณลูกค้าจากกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคและตลาด   ยกตัวอย่าง เช่น Beiersdorf ตั้งเป้าในการขยายแบรนด์นีเวียในตลาดเอเชีย

       ในเดือนมกราคม ปี 2011 บริษัท Procter & Gamble ก็ใช้กลยุทธ์เดียวกันในการขยายตลาด mass แบรนด์ Olay และ Pantene เข้าไปในหลายประเทศ บริษัท L'Oreal ตั้งเป้าจะเพิ่มฐานลูกค้าเป็น 2 เท่า และทำให้สินค้าเข้าถึงผู้ใช้รายใหม่ให้ได้ 1 พันล้านคนในปี 2020

 

ขึ้นบน

ขึ้นบน

barami lab ติดต่อฝ่ายขาย | ©2015 โดย บารามี แลบบอราทอรี่ส์
 

บริษัท บารามี แลบบอราทอรี่ส์ จำกัด
9/69 หมู่ 5 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง ปทุมธานี 12120
โทร: 02-516-1118 ถึง 9 ต่อ 100, 02-516-8601  แฟกซ์: 02-516-1120
email: saleonline@baramilab.com